Thaiware.com ศูนย์รวม ซอฟต์แวร์ อันดับ 1 ของไทย
Facebook  Twitter  YouTube  News Letter  Rss Feed
ติดตามไทยแวร์ได้ที่นี่
  
 

 

รวมลิ้งค์ เว็บไซต์ธรรมะ ที่น่าสนใจ
บ้านธัมมะ (มูลนิธิศึกษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนา) บ้านธัมมะ (มูลนิธิศึกษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนา)
เว็บแสงประกาย เว็บแสงประกาย
ธรรมะออนไลน์ ธรรมะออนไลน์
Palungjit (พลังจิต) Palungjit (พลังจิต)
หนังสือทำบุญ หนังสือทำบุญ
สำนักพิมพ์ต้นบุญ สำนักพิมพ์ต้นบุญ
ธรรมะดิลิเวอรี่ ส่งถึงที่ ซึ้งถึงใจ ธรรมะดิลิเวอรี่ ส่งถึงที่ ซึ้งถึงใจ
ธรรมดาดอทเน็ต (ความเรียบง่าย คือธรรมะ) ธรรมดาดอทเน็ต (ความเรียบง่าย คือธรรมะ)
มหาหมอดู มหาหมอดู
ดาวน์โหลดเสียงธรรม ธะธรรมชาติ ดาวน์โหลดเสียงธรรม ธะธรรมชาติ

(ดูลิ้งค์เพิ่มเติม)
  THAIWARE Dharma | รายละเอียด บทความ บทสวด บทคาถา ธรรมะ
เลือกขนาดตัวอักษร ขนาดตัวอักษร :  ก   ก   ก   ก 

สิ่งทั้งปวงเป็นธรรมะ (ปีที่ 2 ตอน 2) วิกฤต ที่เป็น โอกาส อกุศล เป็นปัจจัยให้เกิด กุศล

 

    Share  
 


(กดตรงนี้เพื่อดูรูปภาพขนาดเต็ม)
 

 

เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555 (คยา)
วิกฤต ที่เป็น โอกาส อกุศล เป็นปัจจัยให้เกิด กุศล
การสอบถามเพื่อทบทวนความเข้าใจ นำมาซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

 ตอนเช้าไปถวายผ้าไตรจีวรพระพุทธเมตตา ที่พระสถูปพุทธคยา แล้วมาที่โรงแรมอิมพีเรียล มาช้าไปหน่อย รอรถนานเข้าใจว่ารถทัวร์แอบไปหารายได้พิเศษเพิ่ม โรงแรมนี้เคยเชิญท่านอาจารย์เป็นประธานในพิธีเปิดป้ายโรงแรมเมื่อปีที่แล้ว เช้านี้มีสนทนาธรรมจากท่านอาจารย์ อาจารย์นิภัทร อาจารย์อรรณพ อาจารย์กุลวิไล อาจารย์ธีรพันธ์ อาจารย์วิชัย และอาจารย์คำปั่น  ข้าพเจ้าไม่ค่อยมีสมาธินัก จึงเลือกจดบันทึกแต่ช่วงที่ชอบ หรือพอจะจดได้ทัน ดังนี้

การศึกษาธรรมะ ยิ่งฟังยิ่งเข้าใจ ค่อยๆสะสมกุศล ให้อกุศลน้อยลงๆ

มหัศจรรย์กับโลกภายใน จิตเกิดขึ้นดับไป มีเจตสิกเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน เจตสิกมี 52 ชนิด มีทวารทั้งหกเป็นทางให้จิตรู้ เจตสิกปรุงแต่งต่างๆ เราจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ก็ต้องอาศัยการฟังธรรม การอบรมความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ละเอียดขึ้นๆ

โลกภายใน เป็นสิ่งที่มีจริง ที่ปรากฏเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ตามเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นผลของกรรม

ความนึกคิดเรื่องราวต่างๆ กลายเป็นเรา ไม่ได้คิดว่า เป็นจิต เป็นเจตสิก

เมื่อคืนไปพุทธคยา คนเยอะ ความไม่พร้อมในการสื่อสารต่างๆ ทำให้อกุศลจิตเกิดมากมาย แต่อยู่ห่างออกมา (ที่โรงแรมนี้) มีกุศลจิต ก็เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่า

ถ้าหากไม่เป็นผู้ประกอบด้วยเมตตา ปัญญาก็เจริญไม่ได้ เมตตาคือความเป็นมิตร ความหวังดี มิตรที่ประเสริฐคือช่วยให้เราเป็นคนดี มิตรที่ประเสริฐคืออดทนเพื่อให้เราเป็นคนดี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอดทนต่อคำกล่าวว่า “คนถ่อย”  เพื่อสงเคราะห์ให้พราหมณ์คนหนึ่งเข้าใจพระธรรม เป็นคนดีได้

โกรธแล้ว นานแล้ว ก็ยังโกรธอยู่ เป็นมิตรที่ดีหรือเปล่า หวังว่า จะมี มิตรที่ดี หรือหวังว่า จะเป็น มิตรที่ดี

พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ อยู่ที่ตัวเรานี่เอง ในมหาสติปัฏฐาน 4 พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า มีธรรมอยู่ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ที่อยู่กับเราเป็นธรรมดา อยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน เราต้องรักษาตน อย่าให้สูญเปล่า โดยการฟังธรรมให้เข้าใจ

ศึกษาความจริง ควรศึกษาทั้งพระธรรมและพระวินัย เพื่อปฏิบัติต่อพระสงฆ์ให้ถูกต้อง การถวายสมุดบันทึกไม่ควรมีรูปผู้หญิง ไม่เหมาะสม

ความเข้าใจในธรรมที่มีจริง ที่ปรากฏขณะนี้ เรื่องจริงตอนตีหนึ่ง “คุณย่าสงวน (อายุ 96 ปี) หกล้มในห้องน้ำ หัวแตก คุณหมอในคณะเดินทางช่วยปฐมพยาบาล” เห็นได้ว่า ทุกสิ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ถ้ามีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ ทั้งหมดเป็นธรรมะ ผู้ที่เข้าใจก็ไม่หวั่นไหว ดังนั้นธรรมะทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัญญา สิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว แสนสั้น สัตว์โลกเป็นที่ดูของผลบุญและบาป สุขทุกข์อยู่ที่จิต ผู้ที่เข้าใจถูก ก็จะเห็นเป็นของธรรมดา การเดือดร้อนใจ ก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนหาทุกข์ใส่ตัว ชีวิตเป็นของชั่วคราว ที่ต้องเกิดมาพบสิ่งต่างๆ แล้วก็ตายไป การจากโลกนี้ ง่ายมาก เร็วมาก แล้วก็ไม่รู้สึกตัว เมื่อถึงเวลา แต่ โลก หรือ โลกะ คือ เกิดแล้วดับ เมื่อฟังธรรมแล้วเข้าใจขึ้น ก็จะเห็นว่า เป็นปกติ เมื่อดูกาย กายเป็นที่ประชุมของรูปหลายรูป อวัยวะต่างๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย  แม้ไม่ต้องการก็ต้องมี ทุกอย่างเลือกไม่ได้ เพราะเป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เมื่อเริ่มเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏบ้างทีละเล็กละน้อย ปัญญา ความเข้าใจก็เพิ่มขึ้น จนรู้ความจริงของสิ่งนั้น ความจริง ไม่ใช่ขณะใด แต่คือขณะนี้เอง

การบูชาสูงสุด คือ ความดี ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก

ได้ยินเป็นเสียง เป็นธาตุรู้ แต่ เสียง เป็นธาตุรู้หรือไม่ ไม่ใช่  มีธาตุรู้ ก็ไม่รู้ว่า มีธาตุรู้ การฟังธรรมต้องประกอบกันเพื่อไตร่ตรองความไม่รู้

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่สมควร ที่จะให้สภาพธรรมนั้นเกิด เกิดแล้วก็ดับ เป็นอนัตตา

การรู้จริงๆ คือ รู้ความจริงของสิ่งที่มีอยู่ขณะนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น ฟังต่อไป

ธรรมใด เกิดจากเหตุ พระตถาคต แสดงเหตุ และการเกิดขึ้น ดับไปของธรรมนั้น

ยังมีปัญญาเพียงเท่านี้ มีอกุศลมากๆ อย่างนี้ แล้วจะอยากไปรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้อย่างไร

ต้องเจริญธรรมไปตามลำดับ ประการแรก ละชั่ว มีความดำริที่จะละสิ่งที่ไม่ดี ถ้ารู้ตัวว่าไม่ดีเรื่องอะไรบ้าง เพราะคนอื่นคงไม่มาบอกเรา คิดละอกุศลเหล่านั้นหรือไม่ ถ้ายังไม่คิด แล้วจะละได้อย่างไร  ดังนั้น การบูชาสูงสุด คือ ละความชั่ว เจริญความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์

คนที่รู้ว่าขณะใดชั่ว เป็นชั่ว ดีเป็นดี คนนั้นมีปัญญา แค่คิดว่า จะละชั่ว ก็นับว่าเป็นสิ่งดี เพราะเป็นการเริ่มต้น

เมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นมหาภูตรูป (รูปที่เกิดจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไป เมื่อไรจึงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น  การรวมกันของสภาพธรรมหลายประเภท จึงทำให้ยึดมั่นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด  “ไม่มีสิ่งอะไร ที่จะกลับมาปรากฏ ให้เห็นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปใดๆ ทั้งสิ้น”

การอบรมเจริญปัญญา ก็จะรู้มากขึ้น แต่ต้องไม่ลืมที่จะสะสมบารมีทั้งสิบ (บารมีสิบ ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ขันติ ปัญญา วิริยะ สัจจะ อธิษฐาน  เมตตา อุเบกขา) เพื่อเพิ่มพูนปัญญา

ธรรมรัตนะ คือ โพธิปักขิยธรรม (โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปทาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรค 8) ถ้าไม่ศึกษาให้รอบคอบ ละเอียด และด้วยความเคารพ ก็จะไม่สามารถเข้าใจให้ถูกต้องได้

ประโยชน์สูงสุดของการสนทนา คือ การเข้าใจ สถานที่ จึงเป็นที่ไหนก็ได้

หลังจบการสนทนาในช่วงเช้า คณะผู้สนทนาธรรม ตกลงใจกันว่าจะสนทนาธรรมกันต่อ ที่โรงแรมนี้ เพราะที่พุทธคยานั้น มีเสียงสวดมนต์ ของคณะต่างๆ ที่นั่งรายล้อมรอบบริเวณโพธิมณฑล หลายกลุ่ม เสียงตีกันสับสน หากสนทนาธรรมกัน ก็จะไม่ค่อยได้ยิน  เมื่อฟังไม่รู้เรื่อง ก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อปัญญา แถมอกุศลก็จะพอกพูนขึ้นด้วย ดังนั้นเมื่อรับประทานอาหารเที่ยง และพักผ่อนตามสมควรแล้ว ทุกคนก็กลับมาฟัง มาสนทนาธรรมกันต่อ โดยท่านอาจารย์และคณะวิทยากร

ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถ้าพึ่งคนอื่นที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถมีปัญญาได้ เมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง จึงเข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

ไม่ต้องคอยพรุ่งนี้ ไม่ต้องคอยเย็นนี้ แต่เดี๋ยวนี้ค่ะ

เมื่อได้ยินได้ฟัง แล้วไตร่ตรอง จนเข้าใจจริงๆ

การศึกษาแบบงูๆ ปลาๆ ทำให้เข้าใจผิด ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ความเห็นที่ถูกต้อง ต้องเกิดจากปัญญาขั้นการฟัง ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ

การเริ่มต้น ต้องเริ่มจากสิ่งที่มีจริงๆ ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงๆ ศึกษาธรรมะ คือ ศึกษาให้เข้าใจในสิ่งที่มีจริง อภิธรรม คือ ธรรมะที่ละเอียดยิ่ง ต้องเป็นผู้ตรง สัจจะบารมี ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นจึงมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

อกุศลจิต สะสมมากๆ ก็เป็นอกุศลกรรม เป็นอกุศลกรรมบถ (อกุศลกรรมบถ คือ ทุจริตทางกาย วาจาหรือใจ) อกุศลจิต มีสภาพเดือดร้อนใจ

ในระหว่างการสนทนานี้ ข้าพเจ้าเรียนถามว่า ข้าพเจ้าได้เจริญสติปัฏฐานโดยสร้างเหตุให้ตรงกับผล คือ ฟังธรรม แล้วไตร่ตรองธรรมบ่อยๆ เพื่อให้เกิดสติ แล้วเจริญสติปัฏฐาน ข้าพเจ้าได้ยกตัวอย่างขึ้นว่า ขณะที่ข้าพเจ้าล้างมือ มือที่สัมผัสสบู่ก็รู้ว่าแข็ง กำลังล้างมือก็รู้ว่าไหว กระทบน้ำรู้ว่าเย็น ได้ยินเสียงน้ำก็รู้ว่าเสียง ตาเห็นภาพที่ปรากฏก็รู้ว่าเป็นสีที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความลื่นของสบู่ไม่รู้ลักษณะก็ระลึกเพียงว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏ  อาจารย์อรรณพ และอาจารย์กุลวิไล ช่วยให้ความกระจ่าง ข้าพเจ้าจดมาได้เพียงเล็กน้อย เพราะจิตไม่ตั้งมั่นในการฟัง ดังนี้

ศึกษาแบบงูๆ ปลาๆ คือ รู้ชื่อ ไม่รู้ธรรมะที่ปรากฏ และถ้ายังไม่รู้ธรรมะตามความเป็นจริง ก็ไม่สามารถละคลายความเห็นผิดได้

ความจำมีจริง แต่เป็นธาตุรู้โดยจำ

อกุศลจิตเกิดขึ้นด้วยความผิดหวัง ที่ท่านอาจารย์ไม่ตอบ แล้วฟุ้งซ่านคิดเข้าข้างตัวเองว่า  ถ้าท่านอาจารย์กล่าวแม้เพียงสั้นๆ ข้าพเจ้าก็จะเข้าใจได้และคนอื่นๆ ที่ฟังอยู่ ณ ที่นั้น น่าจะมีหลายท่านสนใจอยากฟังเหมือนกัน เพราะการสนทนากัน ก็เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องยิ่งขึ้น เมื่อท่านอาจารย์ไม่พูด ข้าพเจ้าก็ทราบทันทีว่า สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวไปนั้นไม่ถูกต้อง และอาจารย์สองท่านก็เมตตาแนะนำ สำทับอีกที ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณทั้งสองท่าน อย่างไรก็ตาม แม้ท่านอาจารย์จะตอบสั้นๆ อย่างที่ข้าพเจ้าหวัง ก็ใช่ว่า ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้ เพราะข้าพเจ้าจะต้องฟัง ต้องศึกษา ต้องทบทวน ต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ละเอียดยิ่งขึ้นกว่านี้ เพื่อแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริง เมื่อมานึกถึงในภายหลัง ข้าพเจ้าดีใจที่เกิดเหตุการณ์นี้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องสะสมความเข้าใจผิดไปอีกนาน แถมยังจะไปพูดผิดๆ ให้ญาติมิตรเข้าใจผิดตามด้วย เมื่อกลับจากอินเดีย ข้าพเจ้ารีบโทรศัพท์แก้ไขคำอธิบายผิดๆ ในเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน ให้ทุกท่านได้ทราบ และข้าพเจ้ากราบขอประทานโทษท่านอาจารย์ที่ได้ล่วงเกินทางกาย วาจา ใจไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไว้ ณ ที่นี้ ขอให้อันตราย คือ ความเห็นผิดในพระรัตนตรัย จงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าอีกต่อไป

เย็นนี้พวกเราไปกราบพระศรีมหาโพธิ์กันอีก ข้าพเจ้ากับพี่หมูเห็นท่านอาจารย์และคณะ ก็รีบติดตามท่าน เผื่อว่าจะได้ฟังสนทนาธรรม พอดีข้าพเจ้าเหลือบเห็นพระอาจารย์ใหญ่ ท่านนั่งอยู่องค์เดียว ก็ลังเลว่าจะเข้าไปกราบดีไหม เพราะอยากฟังธรรม ในที่สุดข้าพเจ้าชวนพี่หมูไปกราบพระอาจารย์ใหญ่ก่อน ท่านให้ใบพระศรีมหาโพธิ์ ที่ท่านทับไว้ในสมุดจดธรรมะของท่าน ข้าพเจ้าสนทนากับท่านอยู่สักพัก ก็ขอกราบนมัสการลาไปติดตามคณะท่านอาจารย์ แต่หาไม่เจอ เออหนอ ได้อย่าง ก็เสียอย่าง เป็นเช่นนี้เอง ลืมไปว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย อยู่มาถึงวันนี้ก็เพราะเหตุปัจจัย  ก็เลยชวนพี่หมูไปกราบ รัตนฆรเจดีย์ สถานที่เสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 4 และทรงพิจารณาพระอภิธรรม

ข้าพเจ้ามีน้ำหอมขวดจิ๋วที่ซื้อไว้นานแล้วแต่ไม่ได้ใช้ คิดว่ามากราบสังเวชนียสถานครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะหยดน้ำหอมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ที่สังเวชนียสถานและบริโภคเจดีย์ต่างๆ  เหตุปัจจัยเกิดตามที่หวัง ทำให้ข้าพเจ้าไม่ลืมน้ำหอม และได้หยดบูชาพระคุณแห่งพระรัตนตรัยในทุกที่ที่ได้ไปกราบ ข้าพเจ้ากราบแล้วก็ระลึกถึงพระธรรมบางส่วนที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พี่หมูดีใจ บอกว่ามาหลายทีแล้วยังไม่รู้จักสถานที่เสวยวิมุตติสุขสักที ข้าพเจ้าก็ดีใจที่พี่หมูดีใจ เพราะเกรงใจว่าทำให้พี่หมูตามท่านอาจารย์ไม่ทัน แต่พี่หมูคงเข้าใจเรื่องเหตุปัจจัยหรือคงจะเปลี่ยนวิกฤต ให้เป็นโอกาส คือไม่ได้ฟังธรรม ก็ได้มีโอกาสศึกษาสถานที่ที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุข ข้าพเจ้าเลยชวนไปกราบที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 2 ที่ทรงเพ่งพระศรีมหาโพธิ์ ได้พบพระทิเบตองค์หนึ่ง ท่านชี้ให้ดูพระไตรปิฏกของทิเบตที่ใส่ไว้ในช่องที่ผนังของพระเจดีย์นี้ ลักษณะคล้ายใบลานที่พระไทยใช้เทศน์ แต่ห่อเก็บไว้ในผ้าอีกที ข้าพเจ้าทบทวนที่เสวยวิมุตติสุขทั้ง 7 แห่งให้พี่หมูฟังอย่างกระท่อนกระแท่น เพราะจำไม่ค่อยได้ ก็อาศัยดูตามป้ายหิน ที่จารึกแต่ละสถานที่ไว้

ในบริเวณโพธิมณฑลนี้ มีสถานที่จริงอยู่ 4 แห่งคือ สัปดาห์ที่ 1 เสวยวิมุตติสุขที่โพธิบัลลังก์ สัปดาห์ที่ 2 อนิมิสเจดีย์ ทรงเพ่งพระศรีมหาโพธิ์ สัปดาห์ที่ 3 รัตนจงกรมเจดีย์ ทรงเดินจงกรม สัปดาห์ที่ 4 รัตนฆรเจดีย์ ทรงพิจารณาพระอภิธรรม ส่วนสัปดาห์ที่ 5 – 7 อยู่ออกไปอีกไกล แต่จำลองไว้ในพุทธคยานี้ สัปดาห์ที่ 5 ทรงประทับใต้ต้นไทร (อชปาลนิโครธ) ซึ่งจำลองไว้ตรงทางเข้า เป็นเสาหิน แล้วมีป้ายหินบอกไว้ อยู่หน้ากระไดทางขึ้นลง สัปดาห์ที่ 6 ทรงประทับใต้ต้นจิก (มุจลินท์) สัปดาห์ที่ 7 ทรงประทับใต้ต้นเกด (ราชายตนะ) สัปดาห์ที่ 6 – 7 จำลองไว้อยู่นอกรั้วชั้นในของพระสถูปพุทธคยา ทางด้านขวามือของพระพุทธเมตตา และมีเสาหินพระเจ้าอโศกด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่ามืดแล้ว เลยไม่กล้าพาพี่หมูไปดู เพราะจำทางไม่ค่อยได้อาจเสียเวลา และสระมุจลินท์ก็ปิดแล้วด้วย ถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าทัวร์ต่างๆ จัดโปรแกรมให้ไปดูสถานที่เสวยวิมุตติสุขจริงๆ ในสัปดาห์ที่ 5 - 7 ด้วย ก็น่าจะทำให้สามสถานที่นี้ ได้รับการอนุรักษ์พัฒนาให้คงอยู่ในสภาพดีต่อไป เพราะเรื่องหัวการค้านั้นคนอินเดียก็ไม่แพ้ใคร

ก่อนกลับโรงแรม เราแวะร้านยาแห่งหนึ่งเพื่อซื้อ สะระแหน่ที่สกัดทำเป็นเม็ดกลมๆ สีเขียว กระเทียมสกัด น้ำมันมะรุม ลิปกลอส และอื่นๆ ที่มีในร้าน แต่ราคาค่อนข้างแพงกว่าปีที่แล้ว ต่อราคาก็ไม่ยอม เขาบอกว่าของขึ้นราคา เลยจำต้องซื้อมา พอออกมานอกร้าน เจอแขกคนหนึ่งเร่ขายของ ก็ถามหาลูกชาย เขาถามว่าชื่ออะไร เขารู้จักหมด ข้าพเจ้าพูดไทยปนอังกฤษว่าไม่ทราบ แต่ลักษณะรูปร่างสันทัด ตัวเล็ก เคี้ยวหมากด้วย เขาหายไปแป๊บเดียว พาลูกชายมา วันนี้มาหน้าตาตื่นหน่อย คงนึกว่าเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ข้าพเจ้ารีบถามว่าชื่ออะไร เขาบอกว่าชื่อ สหาย ข้าพเจ้าบอกลูกชายว่าร้านนี้ไม่ยอมลดราคา ช่วยไปต่อให้หน่อย เพราะยังซื้อกันอยู่ในร้านก็มี เขาบอกว่าไม่ได้ ถ้าจะต่อราคา เขาต้องไปพูดให้ตั้งแต่แรก นี่เราซื้อกันมาบางส่วนแล้ว เขาพูดให้ไม่ได้ ก็จริงของเขา เลยล่ำลาอวยพรเขาแล้วรีบไปขึ้นรถกลับที่พัก

เช้าพรุ่งนี้เราจะใส่บาตรกันที่ด้านหน้าพุทธคยา เหตุที่จะได้ใส่บาตรก็เพราะพี่หมูทราบจากพี่คนหนึ่งว่าเตรียมกับข้าวจากเมืองไทยมาใส่บาตร ก็อยากใส่บาตรบ้าง แล้วก็ลืม แล้วก็นึกได้อีก พอนึกได้ก็บอกข้าพเจ้าทีนึง ข้าพเจ้าเห็นว่าพี่หมูอยากใส่บาตร ตัวข้าพเจ้าก็อยาก เลยปรึกษาน้องเต้ยว่าจะจ้างโรงแรมเตาใหญ่นี่แหละทำกับข้าว น้องเต้ยใจดีมากบอกว่าจะถามให้ แล้วน้องเต้ยก็มาบอกว่าสั่งเป็นอาหารกล่องให้ทุกคน คนละกล่อง เพื่อใส่บาตรพรุ่งนี้ สาธุ




THAIWARE Dharma | นำข้อมูลบทความออก !  นำข้อมูลออกพิมพ์ !

THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออก โดยการพิมพ์ (Print Article by Printable View)    THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออกสู่ MS.Word (Export Article to MS.Word)    THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออกสู่ ไฟล์เอกสาร PDF (Export Article to PDF Format Document)
 

THAIWARE Dharma | กลับสู่หน้าแรก ไทยแวร์ธรรมะ
 

 

 

 

  THAIWARE Dharma | ส่งความคิดเห็นจากทางบ้าน !
หัวข้อ เนื้อหา ข้อตกลง
  ความคิดเห็น* :

หมายเหตุ : กรอกรายละเอียดของบทความเข้าไป (ไม่รับ HTML Code) สามารถกด Enter ขึ้นบรรทัดใหม่ได้
  ห้ามโพสข้อความ !

  ที่มีการพาดพิงถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์และราชวงศ์

  ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือส่งผลต่อ ความมั่นคงของประเทศ

  ที่ส่อไปทางลามก อนาจาร หรือผิดศีลธรรม

  ที่ถือเป็นการ ละเมิดลิขสิทธิ์ ผิดกฎหมาย

  ที่เป็นความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา

  ที่มีการพาดพิงถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์และราชวงศ์

  ที่ผิดต่อ พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๑
  ชื่อ / อีเมล์* :

หมายเหตุ : "นาย สมชาย รักธรรม" หรือ "somchai.r@gmail.com"
  รหัสยืนยัน* :

 
ฉันยอมรับข้อตกลงที่กล่าวมา ภายในหน้านี้ ทั้งหมด
 
Thaiware Communication Co.,Ltd.

Thaiware Communication Co.,Ltd.

Copyright 1999-2017 Thaiware.com All rights reserved.
E-Commerce Registration Number : 0108414736771
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี / Tax ID : 010-554-707-3996