Thaiware.com ศูนย์รวม ซอฟต์แวร์ อันดับ 1 ของไทย
Facebook  Twitter  YouTube  News Letter  Rss Feed
ติดตามไทยแวร์ได้ที่นี่
  
 

 

รวมลิ้งค์ เว็บไซต์ธรรมะ ที่น่าสนใจ
ธรรมะดิลิเวอรี่ ส่งถึงที่ ซึ้งถึงใจ ธรรมะดิลิเวอรี่ ส่งถึงที่ ซึ้งถึงใจ
ธรรมะออนไลน์ ธรรมะออนไลน์
Palungjit (พลังจิต) Palungjit (พลังจิต)
สำนักปฏิบัติธรรม มณีตรัยรัตน์ สำนักปฏิบัติธรรม มณีตรัยรัตน์
ธรรมดาดอทเน็ต (ความเรียบง่าย คือธรรมะ) ธรรมดาดอทเน็ต (ความเรียบง่าย คือธรรมะ)
สำนักพิมพ์ต้นบุญ สำนักพิมพ์ต้นบุญ
มหาหมอดู มหาหมอดู
สถานีธรรมะ ท่าน ว.วชิรเมธี สถานีธรรมะ ท่าน ว.วชิรเมธี
หนังสือทำบุญ หนังสือทำบุญ
ดาวน์โหลดเสียงธรรม ธะธรรมชาติ ดาวน์โหลดเสียงธรรม ธะธรรมชาติ

(ดูลิ้งค์เพิ่มเติม)
  THAIWARE Dharma | รายละเอียด บทความ บทสวด บทคาถา ธรรมะ
เลือกขนาดตัวอักษร ขนาดตัวอักษร :  ก   ก   ก   ก 

สิ่งทั้งปวงเป็นธรรมะ (ปีที่ 3 ตอน 1) ค่อยๆ เข้าใจถูก เห็นถูก จนกว่าจะประจักษ์แจ้ง ด้วยความอดทน

 

    Share  
 


(กดตรงนี้เพื่อดูรูปภาพขนาดเต็ม)
 

 

สิ่งทั้งปวงเป็นธรรมะ (ปีที่ 3)

ค่อยๆ เข้าใจถูก เห็นถูก จนกว่าจะประจักษ์แจ้ง ด้วยความอดทน

แล้วเหตุปัจจัยก็เอื้ออำนวยให้มีโอกาสไปกราบสังเวชนียสถานที่อินเดียอีกครั้ง คราวนี้ได้ไปกราบเพียงสองสังเวชนียสถาน  แต่จะได้ไปร่วมถวายเครื่องบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอัครสาวกทั้งสอง พร้อมส่วนประกอบภายในขององค์เดิม ที่ทำขึ้นใหม่เพื่อแทนที่บรรจุเดิมทั้งสาม ที่มหาโพธิสมาคมพุทธคยาด้วย  คณะเดินทางนี้เป็นคณะใหญ่จึงมีการประชุมซักซ้อมและสอบถามการเดินทางเพื่อความไม่ขลุกขลัก  ท่านอาจารย์ได้ฝากย้ำเตือนทุกคนว่า “ในพุทธสถาน ให้เงียบที่สุด” ข้าพเจ้าน้อมรับคำเตือนด้วยตั้งใจว่าจะระวังกายวาจาใจ ในทุกพุทธสถาน
 
พรรษาปีนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำดีเช่นเดียวกับหลายๆ ท่าน บางท่านจะงดเหล้า บางท่านจะถือศีลแปด บางท่านจะถือศีลห้า บางท่านจะไม่ไปทำงานสาย สำหรับข้าพเจ้านั้น เลิกตั้งใจเจริญสติแล้ว เพราะรู้ว่า “ทำไม่ได้” สติจะเกิด ก็เกิดเองแล้วก็ดับไปเอง เมื่อมีเหตุปัจจัยให้สติเกิด สติก็เกิด จะเกิดขณะไหนก็ไม่รู้ จะเกิดดับต่อเนื่องกันนานมากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ กะเกณฑ์อะไรไม่ได้เลย รู้ดังนี้ข้าพเจ้าจึงเลือกจะทำในสิ่งที่คาดว่าเหตุปัจจัยพอเอื้ออำนวยให้ได้ ที่ยังใช้คำว่า “จะทำ” เพราะยังยึดมั่นในตัวตน ว่ามีตัวเรา เราทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่เริ่มเข้าใจธรรมะบ้างเล็กน้อย จึงรู้ว่าอาจทำได้ดังใจปรารถนา หรืออาจทำไม่ได้ดังใจหวังก็ได้ ก็ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามผลบุญบาปที่เคยกระทำมา ต้องรู้ต้องเข้าใจความจริงของธรรมะต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อคิดจะทำดี ก็ต้องเพียรพยายามทำให้สำเร็จ แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็ไม่ท้อแท้ เพียรต่อไป ข้าพเจ้าจะอ่านหนังสือพระไตรปิฎกให้ได้เดือนละ สองเล่ม สามเดือน ก็หกเล่มเป็นอย่างน้อย เมื่อตั้งปรารถนาแล้ว ข้าพเจ้าก็วางแผน โดยมีโลภะ ความอยากจะทำดีเป็นตัวเริ่ม มีมานะ สำคัญตนว่า เราทำดีเป็นตัวนำไป มีมิจฉาทิฏฐิ เห็นว่าถ้าทำตามแผนอย่างนี้ๆ เราจะต้องทำสำเร็จแน่นอน เป็นตัวส่งเสริม และมีฉันทะ ความพอใจ มีวิริยะ ความเพียรพยายาม ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล เป็นตัวขับเคลื่อน  เป็นสภาพธรรมที่อกุศลเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกุศล ถ้าหากกุศลเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกุศล ก็คือเมื่อเห็นว่าสิ่งใดเป็นความดี ก็ทำทันที ไม่ต้องคิดวางแผน ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องกะเกณฑ์ว่าเท่านั้นนะอย่างนี้นะ ข้าพเจ้าจะเปลี่ยนเวลาบันเทิงเป็นเวลาบุญ คือใช้เวลาคุย เวลาอ่านหนังสือพิมพ์และดูโทรทัศน์ เป็นเวลาอ่านพระไตรปิฎก คิดดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็โทรแจ้งญาติมิตร ที่เคยคุยกันนานๆ ว่า พรรษานี้ข้าพเจ้าจะอ่านพระไตรปิฎก อาจไม่ได้โทรคุยกันอย่างเคย ในที่สุดเมื่อออกพรรษาทุกอย่างเป็นไปตามแผน เป็นไปตามหวัง ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เอื้ออำนวยให้ ผลพลอยได้ครั้งนี้ก็คือ ข้าพเจ้าได้รู้ว่า การคุยมากคุยนานๆ ด้วยเรื่องโน้น เรื่องนี้ ที่ไม่ใช่การสนทนาธรรม และการสนใจเรื่องไม่เป็นประโยชน์ต่างๆ  ทำให้เสียเวลาอันมีค่าไปมาก ... แม้รู้มานานแล้ว แต่หลงลืมและละเลยเป็นประจำ เพราะกิเลส ตัณหาและอวิชชาพาติดข้องเพลิดเพลิน พาสนุกสนาน พาลืมทุกข์ ทั้งๆ ที่เป็นยาพิษ แต่สีสันรสชาติที่ชวนลิ้มลองทุกครั้ง ก็เกินห้ามใจทุกที
และแล้ว วันเดินทางไปกราบสังเวชนียสถาน ที่อินเดีย ก็มาถึงอีกครั้งหนึ่ง ...
 
ศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2556 (กรุงเทพฯ – คยา)
พายุกิเลส กิเลส กรรม และ วิบาก
 
ออกเดินทางแต่เช้า ในวันที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ เพราะเช้าวันนี้พายุไห่เยี่ยน เข้าถล่มประเทศฟิลิปปินส์สร้างความเสียหายอย่างมาก ส่วนประเทศไทย พายุกิเลส อันมี ตัณหา (ความติดข้อง ต้องการ “นั่นของเรา”) พยาบาท (มุ่งร้าย ไม่ให้อภัย) มานะ (“เราเป็นนั่น” ความสำคัญตน เราดีกว่าเขา) มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดจากความเป็นจริง ยึดมั่นในความเห็นผิดว่า “นั่นตัวตนของเรา” ความคิดเห็นของเราถูกต้องที่สุด ของคนอื่นผิด) และอวิชชา (ความไม่รู้สภาพธรรมตามความจริง) เป็นต้น ก็กำลังเริ่มก่อกวนให้ปั่นป่วนใจผู้คนสุดเหวี่ยงอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ไม่มีปัญญามากพอที่จะหนีพ้นพายุร้ายนี้ได้ แต่ว่าเมื่อตั้งใจจะไปปฏิบัติบูชา จึงพยายามหลีกเลี่ยงการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะนำพาไปสู่เขตอันตรายของพายุนี้ ความจริงแล้วสิ่งทั้งปวงเป็นธรรมะ เป็นธาตุเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจประเภทต่างๆ ที่เสมือนมาประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งสมมุติบัญญัติต่างๆ  สมมุติว่าเป็นเรา เป็นคนนั้น คนนี้ เป็นสัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องราวต่างๆ  สัตว์ทั้ง 31 ภพภูมิ อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม คือทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว ทำอะไร ก็ต้องได้อย่างนั้น เพราะมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นของตน กระทำกรรมใดดีหรือชั่วย่อมได้รับผลกรรมนั้น แต่...จะได้รับผลกรรมตอนไหน จะช้า จะเร็ว ไม่อาจรู้ได้ ไม่ได้ดั่งใจ การที่ใครจะได้รับสิ่งที่พอใจหรือไม่พอใจ ก็เป็นผลจากกรรม (วิบาก) ดีหรือชั่วที่เคยทำมา ไม่ใช่เพราะคนอื่นทำ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ไม่ต้องเอาชนะคะคาน ไม่ต้องไปกำหนดชะตาชีวิตของใคร ถึงจะดีใจหรือโกรธแค้นอย่างไร จะทำอย่างไร จะไปหวังอะไรกับคนเช่นนั้น ในเรื่องเหล่านั้นได้ กะเกณฑ์อะไรให้เป็นดังใจทุกครั้งก็ไม่ได้ ทุกสิ่งเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัยที่ได้สะสมมา เมื่อเกิดมาแล้วก็กำลังก้าวเข้าสู่ความตายทุกขณะ หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าสนใจเรื่องราวที่เป็นอกุศล อดทน เร่งทำดี อบรมเจริญปัญญาสะสมเป็นเสบียงสำหรับภพนี้ ภพหน้าดีกว่า ก็...ระลึกได้เพียงบางครั้ง เพราะยังไม่เข้าใจธรรมะลึกซึ้ง ถ่องแท้ และสติก็มาแว๊บๆ แล้วผ่านไป ใจจึงชุลมุนวุ่นวายกับพายุร้ายนี้เป็นพักๆ บางครั้งก็ใช้พายุนี้เป็นอาจารย์ เป็นอารมณ์ในการพิจารณาธรรมะซะเลย จะได้รู้ว่าตนเองนั้นมีอกุศลมากแค่ไหน โทสะมากแค่ไหน ยังยึดมั่นในความเห็นผิดอยู่มากแค่ไหน ฮึ
 
แท็กซี่พามาถึงสุวรรณภูมิ ก็เจอน้องใหญ่ก่อนเพื่อน เพราะความที่มาแต่เช้า แล้วเครื่องบินออกเที่ยง สองคนจึงลงไปชั้นสามไปหาข้าวทานกัน เราเลือกทานร้านที่ไม่ค่อยมีลูกค้าเพื่อช่วยอุดหนุน และไม่ต้องรอคิวนาน แล้วขึ้นมารอคณะตอนเก้าโมงครึ่ง สิ่งที่ต้องไม่ลืมในการเดินทางคือ ตั๋วเครื่องบิน พาสปอร์ต ใบผ่านเข้า-ออก ประเทศไทย-อินเดีย ข้อปฏิบัติกฎระเบียบกติกาต่างๆ และที่สำคัญอีกอย่างคือเงินติดกระเป๋า ซึ่งต้องมีสำรองไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน  เมื่อกรอกข้อมูลและเซ็นชื่อในใบผ่านเข้า-ออกของทั้งสองประเทศแล้ว ก็เดินตามๆ คณะเข้าไปตามช่องทางการตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ แล้วไปนั่งรอขึ้นเครื่องบิน 
เที่ยวนี้ได้ที่นั่งติดหน้าต่าง จึงชะโงกหน้ามองภูมิประเทศข้างล่างเป็นระยะๆ พอดีเครื่องบินผ่านบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำไหลออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ที่ข้าพเจ้าเคยเห็นในแผนที่และนึกอยากจะถ่ายรูปไว้ในครั้งก่อน ก็มีอันเป็นไปเช่นเคย คือกล้องถ่ายรูปถ่านหมด...อีกแล้ว โมโหกำลังจะปุดๆ เหมือนน้ำร้อนเริ่มจะเดือด ก็พอดีน้องใหญ่กรุณาให้ยืมมือถือถ่ายรูป ได้มาหลายรูป สมใจอยาก แต่แล้วแว่นตากันแดดที่ใส่อยู่ก็หล่นลงมาที่ตักเพราะสกรูตัวเล็กๆ ที่ยึดแว่นตากับขาแว่นตาหลุดหายไป ... เฮ้อ ข้าพเจ้าพยายามนึกหาวัสดุเท่าที่มีที่พอจะใช้ยึดตัวแว่นกับขา ให้พอใช้การได้ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ นึกไปนึกมาก็นึกขึ้นได้ว่า เมื่อเช้าข้าพเจ้าหยิบเชือกฟางมาขยุ้มหนึ่ง อย่างน้อยก็มีเชือกฟางให้พอผูกยึดแว่นตากับขาได้แล้ว ก็หมดกังวล หายเซ็งไปได้
 
ปีนี้พักที่โรงแรม The Imperial ของคุณสุโภชน์ ซึ่งกลิ่นสีจางไปแล้ว ห้องพักก็เอาใจคนไทยมาก แถมปลั๊กไฟก็ใช้ได้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เหมือนบ้านเรา หมดกังวลเรื่องการชาร์ตแบตเตอรี่วิทยุเครื่องเล็กที่ข้าพเจ้านำไปฟังธรรมะด้วย วิทยุนี้น้องโตแนะนำให้ฝากน้องเต้ยช่วยซื้อและช่วยอัดเสียงธรรมะลงไปให้ด้วย ข้าพเจ้าขอบคุณน้องทั้งสองอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิทยุที่ถูกใจที่สุดตั้งแต่เคยมีมา
 
ข้าพเจ้าแลกเงินกับคุณดูราเกซ ไกด์อินเดียในอัตรา 1 พันรูปีส์เท่ากับ 600 บาท น้องทอม (แอนด์เจอรี่) ไกด์ไทยบอกวิธีคำนวณว่า เงินไทยเท่ากับเงินรูปีส์หารสอง แล้วบวก 20 เปอร์เซ็นต์ เช่น 1000 รูปีส์ ก็หารสอง เป็น 500 บาท แล้วบวก 20 เปอร์เซ็นต์ของ 500 คือ 100 รวมเป็น 600 บาท เมื่อได้แบงค์สิบรูปีส์มาปึกหนึ่งร้อยใบ ก็พอแล้ว เที่ยวนี้ข้าพเจ้าไม่พกเงินมามาก เอามาพอใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเดินทาง เพราะคิดจะซื้อทับทิมกลับบ้านเท่านั้น
 
ตอนเย็นเราไปกราบสังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ และนมัสการพระพุทธเมตตา เมื่อต้นปีนี้มีการก่อวินาศกรรมในบริเวณพระมหาสถูปพุทธคยา การป้องกันการก่อการร้ายของทางการอินเดียจึงเข้มขึ้นมาก ลานอิฐก่อนเข้าประตูชั้นนอกโล่งสะอาดตา ร้านค้าหายไปหมด ด้านที่ติดตลาดทางด้านซ้ายมือ ก็ก่อกำแพงทึบ ทำประตูเล็กๆ ไว้ เราต้องฝากรองเท้าที่เต็นท์ด้านนอก รวมทั้งมือถือ กล้อง วิดีโอ ซึ่งสองอย่างหลังนี้ ถ้าจะถ่ายรูปต้องจ่ายร้อยรูปีส์ จากนั้นต้องผ่านการตรวจสองครั้ง จึงเข้าประตูชั้นในได้ เมื่อภาพพระมหาสถูปปรากฏแก่สายตา เห็นนั่งร้านที่ก่อหุ้มยอดพระมหาสถูปที่เป็นสีทอง ข้าพเจ้านึกถึงการได้มีส่วนร่วมในโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยาเพื่อบูชาพระคุณองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระรัตนตรัยแล้ว ก็ตื่นเต้นยินดี พูดกับพี่หมูว่า นี่ไง ฉัตรทองคำที่ได้ร่วมสร้างถวาย ยังไม่ทันจะพร่ำพรรณนาต่อ คุณหน่อยทำเสียงจุ๊ๆ พร้อมเอานิ้วชี้ปิดปากตนเองไว้ แล้วเตือนว่า ท่านอาจารย์ให้เงียบเสียงในพุทธสถาน อ้าววว...ลืมจนได้ หงุดหงิดคุณหน่อยเล็กน้อยที่มาขัดคอ แต่ก็ยอมรับในคำเตือนนั้น จึงเงียบเสียงลง จริงๆ แล้ว ความตื่นเต้นยินดีที่เกิดขึ้น ก็เพราะยังเป็น “เรา” นั่นเอง ยังยึดมั่นไว้ว่า “เรา” ได้มีส่วนแห่งบุญนี้ มีโลภะ จึงพอใจยินดี และมีโมหะผสมความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นด้วย จึงไม่ได้ดูตาม้าตาเรือคิดไปว่าการดำเนินการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จริงๆ ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ...เพล้ง ! (หน้าแตก)
 
และ ขณะกำลังทำประทักษิณ พนมมือเวียนขวาสามรอบพระมหาสถูปนั้น ข้าพเจ้าเหลือบตาไปเห็นฤๅษีฝรั่ง ที่เรียกอย่างนี้เพราะฝรั่งมีอายุคนนี้นุ่งขาวห่มขาว ผมยาวสีขาว ไว้เครายาว ห้อยลูกประคำ ถ้าเจอเมื่อไรก็จะนั่งประจำอยู่มุมนี้ คือมุมพระมหาสถูปด้านซ้ายของพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ มานั่งตอนเย็นๆ จนถึงหัวค่ำ เมื่อเห็นฤๅษี ก็นึกขึ้นได้ว่า ข้าพเจ้าตั้งใจจะเอาหนังสือธรรมะภาษาอังกฤษมาฝาก แต่ก็ลืมสนิทจึงไม่ได้หยิบมาก่อนออกจากโรงแรม แถมยังลืมพวงมาลัยดอกดาวเรืองที่ทางโรงแรมคล้องคอต้อนรับ ข้าพเจ้าเก็บถนอมไว้ไม่ให้ดอกไม้ช้ำ ตั้งใจจะเอามาบูชาพระรัตนตรัยที่พุทธคยา ลืมขวดน้ำหอม ลืมพานพุ่มเล็กๆ ที่ปั้นด้วยดินสีที่ซื้อจากอัมพวา ซึ่งเตรียมมาบูชาด้วยเช่นกัน  โอ้โฮ...ลืมซะหลายอย่าง นึกโมโหตนเองในใจว่าทำไมฟุ้งซ่านด้วยอกุศลมากมายจนกระทั่งลืมกุศลไปได้ขนาดนี้ ยังดีว่ายังมุ่งมั่นมากราบสังเวชนียสถานที่ทรงตรัสรู้ก่อนที่อื่น ไม่เลาะและแวะร้านค้าซื้อของข้างทางซะก่อน
คืนนี้ข้าพเจ้าขออนุญาตน้องจิ๋วและน้องใหญ่เปิดวิทยุฟังธรรมะ น้องทั้งสองไม่ขัดข้อง ข้าพเจ้าเปิดเสียงเบาๆ ไว้ข้างหมอนให้กล่อมนอนหลับไป
 
เสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2556 (คยา)
ตัวเรา ที่ว่างเปล่า ... I, who have nothing.
 
เมื่อมาอินเดีย ข้าพเจ้างดดื่มกาแฟ แต่ร้องหามัสล่า จาย หรือ กลัม จาย หรือ กำลังใจ ในภาษาทินเดีย คือไทย-อินเดียแทน ตอนแรกบริกรก็ต้มชามาให้เฉพาะคนที่ขอ แต่หลังๆ ต้มใส่หม้อคูลเลอร์ ให้เปิดก๊อกเทใส่ถ้วยเอาเองตามชอบใจ พูดถึงกิเลสในส่วนของความติดข้อง เพลิดเพลินในอาหารต่างๆ นี่ ปกติไม่ค่อยได้นึกถึงเพราะเพลินจนไม่รู้เรื่องอะไรเลย สภาพธรรมตามความเป็นจริงของรสที่ปรากฏทางลิ้น กลิ่นที่ปรากฏทางจมูก แม้ทางตา ทางหู ทางกาย และใจระหว่างรับประทานอาหาร แล้วคุยกันไป ก็ไม่มีสภาพธรรมใดปรากฏตามจริงเลย เพลิดเพลินจนสติเตลิดเปิดเปิงไปเลย หลังรับประทานอาหารเช้าแล้ว ก็มาฟังสนทนาธรรม ข้าพเจ้าถือโอกาสขอยกเลิกสัญญากับพี่หมูในเรื่องที่เคยอาสาจะพาพี่หมูไปชมสถานที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 5-7 ที่อยู่ข้างนอกพุทธคยา แล้วชวนฟังธรรมแทน พี่หมูก็เห็นดีด้วย
 
ท่านอจ. อจ.นิภัทร อจ.ธีรพันธ์ อจ.กุลวิไล อจ.อรรณพ อจ.คำปั่น ที่ล็อบบี้โรงแรมอิมพีเรียล ข้าพเจ้าจดมาตามใจชอบได้ดังนี้
 
วันนี้เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งอีก 100 ปี 1000 ปี เราคงจำไม่ได้ เป็นเวลาที่ได้มีโอกาส ฟังธรรม ซึ่งเกิดจากการสะสมมา เราเหมือนนกที่บินไปในอากาศ และรู้ (มีปัญญา) เพียงลมที่แตะที่ปลายปีก แต่พระปัญญาเหมือนอากาศทั้งหมดนั้น
 
ยุติธรรม ความหมายของ ยุติ คือ สมควร เมื่อยังไม่สมควร ก็ยังไม่จบ ยุติธรรม คือ ธรรมที่สมควร
 
ปัญญา ไม่ใช่ต้องเร่งรีบทำ ... ถ้าฟังครึ่งหนึ่ง แล้วไปต่อเองอีกครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ ทุกคำเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ ต้องเป็นคนตรง
 
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว ในตอนแรก ทรงไม่น้อมพระทัยที่จะแสดงธรรม เพราะอะไร เพราะพระธรรมนั้นลึกซึ้ง ละเอียดมากเกินกว่าบุคคลทั่วไปจะเข้าใจตามได้โดยง่าย
 
ถาม - การสำรวมทาง 6 ทวาร กับการระลึกรู้สภาพธรรม คล้ายกันไหม
 
ตอบ - สำรวมจะต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่จะสำรวมก่อน เมื่อสนใจในคำใดจะต้องศึกษาให้เข้าใจก่อน ก็อดทนฟังต่อไปก่อนนะคะ
 
อริยะ คือ ผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกว่า ธรรมะคืออะไร ก็เป็นพระอริยะไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจถูกตามที่ได้ยิน จนกระทั่งละคลายกิเลสได้ จึงจะรู้แจ้งในอริยสัจธรรม บรรลุมรรคผล ตามลำดับ
 
ภควา คือ ครู ผู้รู้ ผู้อดทนที่จะสอน สาวก คือ ผู้ฟัง ผู้ปฎิบัติตาม และต้องเป็นผู้บำเพ็ญบารมีที่เป็นสาวกบารมีด้วย
 
เมื่อมีสมาธิ คือ เอกัคตาเจตสิก คือ สภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์นั้นๆ ถ้าตั้งมั่นในอารมณ์ใดนานๆ มีความติดข้อง ในอารมณ์หรือเปล่า
 
เมื่อของแข็งกระทบกัน ก็มีเสียง เสียงในป่า ในที่ไหนๆ ถ้าไม่มีธาตุรู้ ก็ไม่ได้ยิน ไม่รู้เสียง เสียงจึงปรากฏเมื่อมีธาตุรู้เสียงนั้น
 
คิดไม่ออกก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง
 
ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏ เพราะมีธาตุรู้ หรือ นามธรรม หรือ นามธาตุ เป็นสภาพธรรมที่เกิดปรากฏแต่ไม่รู้ว่ามี เช่น ตอนนี้เห็น เกิดปรากฏแล้วดับ ปรากฏทีละหนึ่งๆ แต่ไม่รู้ ก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
 
ศึกษาเมื่อสิ่งนั้นกำลังปรากฏ เราฟังธรรม เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ไปจำเป็นเล่มๆ
 
คนไทยชอบคิดเอง ภาษามคธี (บาลี) เช่น อารมณ์ ธรรมะ เป็นต้น ก็คิดเอง ไม่ตรงกับคำจริงๆ จึงต้องศึกษาให้เข้าใจคำที่ทรงแสดงให้ถูกต้องจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจผิด
 
ธาตุที่เห็น ไม่ใช่ โลภะ โทสะ เป็นธรรมะ เป็นธาตุที่ต่างกัน
 
ถาม - เห็นสำคัญตรงไหน  
ตอบ - เห็นมีจริง แต่ก็ยากที่จะรู้ตามจริง แล้วละคลายความยึดมั่นว่าเป็นตัวตน เห็นแล้วก็ไม่รู้ว่า มีสภาพธรรมที่เป็นสภาพรู้ และสภาพไม่รู้
 
ตอบ - เห็นแล้วยึดถือในสิ่งที่เห็น
ตอบ - ถ้าไม่สำคัญ ก็คงไม่อยากเห็น เห็นแล้วก็ติดข้อง
 
ตรัสรู้ คือ รู้จริง รู้แท้ รู้แน่นอน รู้ประจักษ์จริงๆ ฟังแล้วต้องรู้ ฟังบ่อยๆ รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้หมดนี้ ก็รู้ทั้งโลกแล้ว การที่ได้มาที่พุทธคยา เป็นภูมิประเทศที่สมควรจะมา เป็นยอดมงคล ได้มากราบพระผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์
 
สมาธิ เป็นบาลี หมายถึง ความตั้งมั่นในอารมณ์ เป็นเอกัคตาเจตสิก เป็นธรรมะที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด เกิดกับจิตทุกขณะ จึงมีทั้งกุศล และอกุศลสมาธิ (มิจฉาสมาธิ) ขณะหนึ่ง ขณะใดที่จิตเกิดขึ้น ก็จะมี สภาพธรรมที่เรียกว่า เจตสิก เกิดขึ้นด้วย จิตเห็น จิตเกิดขึ้นตรงนั้น เห็นตรงนั้น ดับไปตรงนั้น เร็วมาก ขณะนั้น เกิดเจตสิก 7 ถึง 30 ประเภท จิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่เจตสิก มีสภาพพอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ สุข ทุกข์ ความรู้สึกเป็น เวทนาเจตสิก เจตสิกก็เป็นสภาพธรรมแต่ละหนึ่งๆ ไม่ทำหน้าที่เกินกว่าหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ใน 7 ประเภท (ที่ต้องเกิดดับพร้อมกับจิตทุกครั้ง) มีเจตสิกหนึ่ง ที่ตั้งมั่นในอารมณ์ เช่น ตั้งมั่นในเสียง บาลีเรียกว่า เอกัคตาเจตสิก ตั้งมั่นในอารมณ์เฉพาะอารมณ์หนึ่ง ถ้าตั้งมั่นในอารมณ์เดียวกันนานๆ มักเรียกสมาธิ
 
ถาม - เดี๋ยวนี้มีสมาธิไหม
ตอบ - มี เป็นสภาพธรรมที่สนใจ ใส่ใจในสิ่งนั้น จนเสียงอื่นปรากฏ ก็ไม่ได้ยิน 
 
ถาม - แล้วทำสมาธิทำไม
ตอบ - อยากให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียว อยากให้จิตสงบค่ะ
 
อยาก ที่อยากเพราะไม่รู้ ไม่อยากเรียนอภิธรรม ก็คือไม่อยากเรียนธรรมะ อยากเป็นความติดข้อง สมาธิเกิดเพราะเข้าใจ เป็นสัมมาสมาธิ ปัญญาเหมือนความสว่าง ที่ส่องในที่มืด ต้องศึกษาให้รู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง
 
ขันธ์ ขันธะ แปลว่า ทรงไว้ซึ่งความว่างเปล่า (จากความเป็นตัวตน) เมื่อยึดติดมั่น ก็เป็นอุปาทาน อุปาทานขันธ์ ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวตน มันยาก แต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะรู้ได้
 
พระพุทธองค์ ทรงเสด็จดับขันธ์ไปแล้ว แต่ยังมีพระธรรมวินัยอยู่ เราต้องศึกษาให้เข้าใจ ไม่ใช่ไปเชื่อตามที่เขาสอน แล้วคิดว่าเป็นพุทธศาสนา พุทธศาสนาเป็นศาสนาของคนที่ต้องรู้ได้ด้วยตนเอง (ปัจจัตตัง) ไม่ใช่ไปฟังที่เขาบอก จึงต้องศึกษาเอง ไม่งั้นก็ไปสำคัญผิด (วิปลาสสี่) ว่า งามในสิ่งที่ไม่งาม เที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง สุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ เป็นตัวตนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน 
 
สิ่งใดมีจริง สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น ขันธ์ปรากฏเป็นความว่างเปล่า คือ เกิดแล้วดับไป (แต่ไม่รู้) ไม่กลับมาอีก ว่างเปล่า เหมือนไม่เคยเกิด รส ปรากฏเมื่อจิตกำลังลิ้ม แล้วดับไป ไม่กลับมาอีก ว่างเปล่า ถ้าไม่อาศัยการฟังพระพุทธพจน์ ไม่มีทางรู้ ขันธ์ คือ สิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นแสนสั้นแล้วดับไป จึงว่างเปล่า เหมือนไม่เคยมี (...ข้าพเจ้าฟังมาถึงตรงนี้ รู้สึกเศร้า สลดใจ น้ำตาจะไหล ก็สิ่งที่หลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา ความจริงแล้วไม่มีเราเลย ไม่มีอะไรให้เกาะให้ยึดไว้ได้เลย ถูกกิเลสหลอกลวงจริงๆ) ปัญญาทำให้รู้สิ่งเหล่านั้นว่ามีจริง จนละคลายความยึดติด จิตหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็มีจิตอีกหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วดับไป สมาธิเป็นขันธ์ไหม  ตอบ – เป็น ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเป็นขันธ์ทั้งหมด เป็นหนึ่งในอริยสัจสี่
 
ติดข้อง เพราะไม่รู้ เห็นก็ไม่รู้ จึงพอใจในสิ่งที่ปรากฏ จนยึดเอามาไว้ เมื่อติดข้องแล้ว ยังไม่เห็นโทษของความติดข้อง ... แม้มีปัจจัยให้จิตเกิดแล้วดับ แต่ก็มีปัจจัยให้จิตอื่นเกิดขึ้นทำหน้าที่แล้วดับต่อไปอีก จนกระทั่งเหมือนจิตไม่เคยดับ ... สิ่งที่ลืมทุกวัน คือ ลืมว่าเป็นธรรมะ ความคิดแต่ละคน มาจากการสะสม มาจากความติดข้องในสิ่งต่างๆ สภาพจำก็เกิดทุกขณะ (สภาพจำ หรือ สัญญา เป็นเจตสิกที่เกิดดับพร้อมจิตทุกขณะ)
 
ถ้าไม่เคยสนใจมาก่อน ก็ไม่สะสมความสนใจนั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้คำสุดท้าย เรื่องความไม่ประมาท แม้การฟังธรรม ก็ไม่ควรประมาท ต้องฟังแล้วพิจารณาให้เข้าใจถูกต้อง ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ก็พูดแต่คำที่ไม่รู้จักทั้งนั้น สาธุ ...



THAIWARE Dharma | นำข้อมูลบทความออก !  นำข้อมูลออกพิมพ์ !

THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออก โดยการพิมพ์ (Print Article by Printable View)    THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออกสู่ MS.Word (Export Article to MS.Word)    THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออกสู่ ไฟล์เอกสาร PDF (Export Article to PDF Format Document)
 

THAIWARE Dharma | กลับสู่หน้าแรก ไทยแวร์ธรรมะ
 

 

 

 

  THAIWARE Dharma | ส่งความคิดเห็นจากทางบ้าน !
หัวข้อ เนื้อหา ข้อตกลง
  ความคิดเห็น* :

หมายเหตุ : กรอกรายละเอียดของบทความเข้าไป (ไม่รับ HTML Code) สามารถกด Enter ขึ้นบรรทัดใหม่ได้
  ห้ามโพสข้อความ !

  ที่มีการพาดพิงถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์และราชวงศ์

  ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือส่งผลต่อ ความมั่นคงของประเทศ

  ที่ส่อไปทางลามก อนาจาร หรือผิดศีลธรรม

  ที่ถือเป็นการ ละเมิดลิขสิทธิ์ ผิดกฎหมาย

  ที่เป็นความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา

  ที่มีการพาดพิงถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์และราชวงศ์

  ที่ผิดต่อ พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๑
  ชื่อ / อีเมล์* :

หมายเหตุ : "นาย สมชาย รักธรรม" หรือ "somchai.r@gmail.com"
  รหัสยืนยัน* :

 
ฉันยอมรับข้อตกลงที่กล่าวมา ภายในหน้านี้ ทั้งหมด
 
Thaiware Communication Co.,Ltd.

Thaiware Communication Co.,Ltd.

Copyright 1999-2017 Thaiware.com All rights reserved.
E-Commerce Registration Number : 0108414736771
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี / Tax ID : 010-554-707-3996