Thaiware.com ศูนย์รวม ซอฟต์แวร์ อันดับ 1 ของไทย
Facebook  Twitter  YouTube  News Letter  Rss Feed
ติดตามไทยแวร์ได้ที่นี่
  
 

 

รวมลิ้งค์ เว็บไซต์ธรรมะ ที่น่าสนใจ
ธรรมะดิลิเวอรี่ ส่งถึงที่ ซึ้งถึงใจ ธรรมะดิลิเวอรี่ ส่งถึงที่ ซึ้งถึงใจ
สำนักพิมพ์ต้นบุญ สำนักพิมพ์ต้นบุญ
สำนักปฏิบัติธรรม มณีตรัยรัตน์ สำนักปฏิบัติธรรม มณีตรัยรัตน์
มหาหมอดู มหาหมอดู
ดาวน์โหลดเสียงธรรม ธะธรรมชาติ ดาวน์โหลดเสียงธรรม ธะธรรมชาติ
ธรรมะออนไลน์ ธรรมะออนไลน์
Palungjit (พลังจิต) Palungjit (พลังจิต)
บ้านธัมมะ (มูลนิธิศึกษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนา) บ้านธัมมะ (มูลนิธิศึกษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนา)
ธรรมดาดอทเน็ต (ความเรียบง่าย คือธรรมะ) ธรรมดาดอทเน็ต (ความเรียบง่าย คือธรรมะ)
สถานีธรรมะ ท่าน ว.วชิรเมธี สถานีธรรมะ ท่าน ว.วชิรเมธี

(ดูลิ้งค์เพิ่มเติม)
  THAIWARE Dharma | รายละเอียด บทความ บทสวด บทคาถา ธรรมะ
เลือกขนาดตัวอักษร ขนาดตัวอักษร :  ก   ก   ก   ก 

สิ่งทั้งปวงเป็นธรรมะ (ปีที่ 2 ตอน 1) กับ ความจริง ที่ค่อยๆ ปรากฏ

 

    Share  
 


(กดตรงนี้เพื่อดูรูปภาพขนาดเต็ม)
 

 

สิ่งทั้งปวงเป็นธรรมะ (ปีที่ 2)
ความจริง ที่ค่อยๆ ปรากฏ

หลังจากน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป พร้อมความเดือดร้อน ความเครียดของคนบ้านน้ำท่วม และคนที่เตรียมตัวรับแต่ “น้องน้ำ” ก็ไม่มาสักที  สภาพธรรมเหล่านี้ปรากฏแล้ว ดับไปแล้ว ตามเหตุตามปัจจัย บังคับบัญชาอะไรไม่ได้ ปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ก็เตรียมการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดในอนาคตต่อไป ด้วยความไม่ประมาท ด้วยตนเป็นที่พึ่งแห่งตนและด้วยมิตรไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เมื่อกลับจากอินเดีย ความ วุ่นๆ วายๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ในชีวิตประจำวันก็ยังเป็นไป แต่การศึกษา ฟังและพิจารณาธรรม เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามสะสมไว้ทุกวัน ในช่วงเข้าพรรษา ข้าพเจ้าตั้งใจอบรมเจริญสติปัฎฐานให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 วินาที  (ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งของข้าพเจ้า เพราะสติปัฎฐานไม่สามารถบังคับให้เกิดได้) สติ คือความระลึกได้ เป็นกุศลจิต เมื่อสติเกิด ก็ระลึกถึงสภาพธรรมที่ปรากฏขณะนั้นตามความเป็นจริง แต่ก็ชั่วแป๊บเดียว ก็ไม่มีสติอีก ข้าพเจ้าใช้เสียงนาฬิกาเป็นเครื่องเตือนให้สติเกิด และพบว่าบางครั้งเมื่อมีสภาพธรรมหลายๆ อย่างปรากฏใกล้ๆ กัน สลับสับเปลี่ยนไปมา เช่น มีเสียงนาฬิกา เสียงฝน เสียงอึ่งอ่างร้อง เสียงดังในหูที่เกิดจากความเสื่อมของประสาทหูเพราะคุยโทรศัพท์นานเกินไป ขาเม้าท์ สายไม่ไหม้ ไม่เลิก และความเมื่อยขบของร่างกาย เป็นต้น การตามระลึกสภาพธรรมเหล่านี้สลับไปมามากๆ ทำให้รู้สึกเบื่อ อึดอัด วุ่นวาย เครียด ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่สะกิดใจให้สงสัยว่าทำไมเป็นเช่นนั้น และนึกไม่ออกว่าการเจริญสติปัฏฐานจะละคลายความยึดมั่นในตัวตนได้อย่างไร แต่ข้าพเจ้าก็ยังตั้งใจพากเพียรศึกษาฟังธรรมเพื่อเจริญสติ และสติปัฏฐานต่อไป ตามแต่สภาพธรรมใดเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้ระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมที่ปรากฏในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

แล้วความอยากไปอินเดีย ก็ปรากฏขึ้นมาอีก ข้าพเจ้านึกอยากอยู่ไม่นาน พี่หมูก็โทรมาหา บอกว่า ท่านอาจารย์สุจินต์ และคณะจากมูลนิธิฯ จะไปอินเดียในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อนำ พระรัตนบุษยภาชน์อโศกมหาราชปริวรรต ไปถวายเป็นพุทธบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ณ มูลคันธกุฏีวิหารใหม่ สารนาถ เมืองพาราณสี  แต่ว่าคณะท่านอาจารย์ เต็มแล้ว 150 คน มีคณะน้องเต้ยและคุณเล็ก รับ 80 คนยังพอมีที่สุดท้าย จะไปไหม  แหม ! พี่หมูถามเข้าทางเลย ข้าพเจ้าตอบตกลงทันที แต่พอใกล้ๆ วันที่จะเดินทาง ก็เกิดนึกไม่อยากจะไป แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ต้องไปเป็นเพื่อนพี่แต๋วและน้องมิ้นท์ที่ข้าพเจ้าเป็นคนชวนไปด้วยกัน ก็โล้ๆเล้ๆ อยู่อย่างนี้ เป็นอกุศลวิตก ความฟุ้งซ่าน กังวลใจ ของผู้ที่จิตใจไม่มั่นคง หวั่นไหวไปกับโลกธรรมทั้งหลาย                                  

พฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2555 (กรุงเทพฯ – โกลกาตา)
เมืองหลวงเก่าของอินเดีย ... โกลกาตา

จากดอนเมือง เดินทางโดยสายการบินแอร์เอเชีย ไปโกลกาตา ก็หิวเล็กน้อย แม้ว่าข้าพเจ้าจะทานอาหารรองท้องก่อนออกจากบ้านตอนหกโมงเช้า แล้วมาทานซาลาเปาที่คุณเล็กเตรียมไว้ให้อีกสองลูก ขึ้นเครื่องแล้วอาหารเสิร์ฟช้า เพราะไม่ได้สั่งอาหารไว้ก่อน ต้องรอแอร์โฮสเตสมาถามแต่ละที่นั่ง ตอนมาถึงข้าพเจ้า เป็นข้าวกล่องสุดท้าย แต่ก็เป็นเมนูที่ข้าพเจ้าคิดจะเลือกพอดี เมนูนี้เป็นมังสวิรัติ “เสิร์ฟเฉพาะเที่ยวบินไปอินเดียเท่านั้น” ข้าพเจ้าเลือกเพราะประโยคนี้ เป็นข้าวผัดถั่วลันเตา กับแกงกะหรี่มันฝรั่ง เที่ยวบินนี้ส่วนใหญ่ผู้โดยสารเป็นคนไทย จึงมีข้าวกล่องนี้เหลือถึงข้าพเจ้า

โรงแรม Swissotel Kolkata เป็นโรงแรมห้าดาว มีศูนย์การค้า City Centre อยู่ติดกัน ห่างสนามบินประมาณ 20 นาที ในเขตเมืองใหม่ซึ่งกำลังมีการก่อสร้างอยู่ทั่วไป ดังนั้นในตอนบ่ายเมื่อทานอาหารเที่ยง (อีกครั้ง) ก็เดินทางไป Victoria Memorial  ซึ่งอยู่ในเขตเมืองเก่า สมัยอังกฤษอยู่เขาเรียกกัลกัตตา (Calcutta) เป็นเมืองหลวงของประเทศ ปัจจุบันเรียก โกลกาตา (Kolkata) เป็นชื่อใหม่ที่เก่ากว่า เพราะเรียกกันมาแต่ดั้งเดิม ก่อนย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่นิวเดลี เดินทางเกือบสองชั่วโมง ก็มาถึงวิคตอเรียเมมโมเรียล สวยงามอลังการ ด้วยสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ มีอาคารใหญ่โตรูปโดมสีขาวจากหินอ่อนโดดเด่น มีรูปปั้นควีนวิคตอเรียตอนทรงพระชราแล้ว ประทับตากแดดตากลมอยู่ข้างหน้า ได้เป็นที่อาศัยพักผ่อนของนกกาและผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างเพลินใจ ข้าพเจ้าพยายามถ่ายพระพักตร์ควีนให้ชัดๆ แต่เวลาใกล้ค่ำและมุมแสงไม่อำนวย ก็เลยถ่ายไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ ภายในอาคารมีรูปปั้นควีนวิคตอเรียตอนทรงพระสิริโฉมดุจดั่งเทพธิดา เจ้าหน้าที่ไม่ให้ถ่ายรูป ได้แต่ชมโฉม ข้าพเจ้าอดนึกเปรียบเทียบขำๆ ในใจไม่ได้ว่า ยามทรงพระเยาว์ สวยงามน่ารัก เขาสลักด้วยหินอ่อน แล้วทนุถนอมไว้ในอาคาร ให้คนชื่นชม ยามทรงพระชรา พระพักตร์เหี่ยวย่น เขาหล่อด้วยโลหะ แล้วให้ประทับตากแดดตากฝน อยู่ข้างนอก คนเรามักดูที่ความงาม ก่อนความดี ทั้งๆที่ยามทรงพระชรานั้นพระราชอำนาจแผ่ไปทั่วโลก ดังที่กล่าวกันว่า พระราชอาณาเขตของพระองค์ดุจแผ่นดินที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ภายในอาคารจัดแสดงคล้ายพิพิธภัณฑ์เพื่อระลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอังกฤษ ตรงกลางเป็นรูปโดม ขึ้นกระไดไปพอเหนื่อย เพื่อไปชมบริเวณในมุมสูง แล้วก็ลงมาดูห้องต่างๆ ที่จัดแสดง อย่างไรก็ตามความตระการตาของอาคารภายนอกและทิวทัศน์โดยรอบ ก็ทำให้ทุกคนถ่ายรูปกันยกใหญ่ ทั้งไทย จีน ฝรั่ง แขก ตอนกลับมาที่ประตู ก็พลบค่ำแล้ว แต่ก็อดถ่ายรูปสิงโตหินอ่อนหน้าประตูทางเข้าอีกครั้งไม่ได้ ฝั่งตรงข้ามถนนด้านหน้าเป็นสวนสาธารณะ มีน้ำพุผสมแสงสีสวยงาม มีรถม้าให้เช่าคันโต เวลาขึ้นลง ดูท่าจะลำบากเพราะต้องปีนขึ้น รถม้าตกแต่งสวยงามทั้งรถ ทั้งม้า เวลานั่งแล้วดูโก้หร่านเหมือนมหาราชา มหารานี อย่างไรอย่างนั้น แต่ไม่มีเวลาแวะ ที่โกลกาตานี้ มีแม่น้ำคงคาไหลผ่านด้วย ก็ไม่ได้ชมเหมือนกัน เพราะค่ำแล้วอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือ ต้องเดินลงจากรถไปตามริมถนนที่มีฝุ่นมาก แล้วไกด์บอกว่า ต้องข้ามสะพานไปอีก จึงจะถึงแม่น้ำ เลยตกลงใจกันว่าไม่ดูดีกว่า คงไม่ค่อยเห็นอะไรแล้ว ไม่คุ้มเหนื่อย

วันนี้ข้าพเจ้าและพี่หมูพยายามแลกแบงค์หนึ่งพันรูปีส์ซึ่งเราแลกมาจากเมืองไทย เพื่อแตกเป็นแบงค์ใหม่ๆ สิบรูปีส์ ไว้ใช้ ไว้แจก เมื่อถามคุณกฤษณะ ไกด์ที่ให้แลกเงิน ในตอนแรกขอแลกเงิน เขาไม่ให้ เพราะเขาให้แลกเงินไทย หนึ่งพันบาท เท่ากับ หนึ่งพันสามร้อยรูปีส์ แต่เราแลกมาได้กำไรกว่านั้น ข้าพเจ้าเลยคุยกับพี่หมูว่า เขาคงต้องการกำไร เราควรขอแลกแบงค์หนึ่งพันรูปีส์ โดยเอาแบงค์สิบรูปีส์แค่ แปดร้อยรูปีส์ พี่หมูไปนั่งคำนวณดูแล้ว บอกโอเค เรายังได้กำไรอยู่ ข้าพเจ้าไปคุยกับคุณกฤษณะใหม่ เขาตกลงทันที เราเลยได้แบงค์สิบรูปีส์ ใบใหม่ๆ ไว้ใช้คนละ 800 รูปีส์ ด้วยวิธีนี้

โรงแรมนี้ทำอาหารรสชาติดี แถมมีไอศกรีมให้ทานทั้งเที่ยงและเย็น หลังอาหารเย็นข้าพเจ้าชวนพี่หมูเดินไปดูศูนย์การค้าที่อยู่ติดกัน ดูส่าหรี ผืนหนึ่งยาวประมาณ 6 เมตร ตัดเสื้อได้สองตัว เป็นผ้าไหมอินเดีย ราคาประมาณ 2700 รูปีส์ สีสันลวดลายสวยถูกใจ แต่ขอไปดูผ้าไหมแคว้นกาสี ที่พาราณสี ก่อนตัดสินใจอีกที สองคนกับพี่หมูเลยเดินดูแฟชั่นการแต่งส่าหรีและปัญจาบีของสาวอินเดีย ต้องยอมรับว่าการใช้สีและการแต่งตัวของสาวอินเดียนั้นนับเป็นเยี่ยมในเชิงศิลป์ รสนิยม และความผสมผสานสีสันอาภรณ์ที่ลงตัว สวยงาม โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อดเปรียบเทียบกับสาวไทยไม่ได้ ถ้าเป็นสมัยโบราณ ก็น่าจะเยี่ยมพอกัน แต่ปัจจุบัน เรารับแฟชั่นวัฒนธรรมการแต่งตัวจากประเทศผู้นำแฟชั่นต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เลยดูพื้นๆ เหมือนๆ คนอื่นเขา ยกเว้นตอนใส่ผ้าไหมหรือผ้าทอลายของไทย ที่เนื้อผ้านั้นงามเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว พร่ำพรรณนามาตามประสาคนสะสมมานะ ทิฎฐิ และอกุศลวิตกต่างๆ ไว้เพียบ จึงเปรียบเทียบ วิจารณ์ไปสารพัด เราไม่ได้ขึ้นไปสำรวจชั้นอื่นๆ เพราะคืนนี้เป็นคืนแรกในอินเดีย สองคนกับพี่หมูโต๋เต๋กันสักพัก ก็รีบกลับมานอนเอาแรง เพราะจะต้องเดินทางกันอีกหลายวัน

ศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2555 (โกลกาตา - คยา)
กราบพระบรมสารีริกธาตุที่โกลกาตา และ คยา

เช้านี้มีอาหารแปลกๆ ตา ให้เลือกทาน คือ แอปริคอตในน้ำเชื่อมทานกับนมกับธัญพืช  ถั่วงอก (sprout) เมล็ดกลมๆ สีน้ำตาลมีรากงอกสั้นๆสีขาวทานกับสลัด คาปูชิโนกาแฟมีฟองไม่ปรุงรสก็อร่อยแล้ว แต่จะเติมน้ำตาลอีกนิดก็ได้ ข้าพเจ้าหมายตาจะกลับมากินคาปูชิโนอีกครั้ง ก่อนออกจากห้องอาหาร เห็นลูกกีวี่สด เลยคว้ามาสองลูกสำหรับพี่หมูลูกหนึ่ง กะว่าจะเอาไปถวายพระที่มหาโพธิสมาคม โกลกาตา แต่ด้วยเหตุปัจจัยไม่เป็นดังหวัง ลูกที่ให้พี่หมูได้ถวายพระ แต่ลูกที่เก็บไว้เองข้าพเจ้าเผลอนั่งทับซะบู้บี้ เลยต้องกินเอง เรามาทำบุญทอดผ้าป่าและได้มีโอกาสอันประเสริฐยิ่งที่พระท่านกรุณาวางพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนศีรษะให้ทุกคน และได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุ เป็นองค์เล็ก กลมๆ ขนาดลูกอมโบตัน สีน้ำตาลอ่อนๆ เป็นมหากุศลวิบากทางตา ที่มหาโพธิสมาคมนี้เป็นตึกอยู่ริมถนนเล็กๆ กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงกระไดทางขึ้นอาคาร และกำลังเขียนภาพพุทธประวัติที่ผนังในส่วนของห้องที่เป็นเหมือนพระอุโบสถที่เราเข้าไปทำบุญ สมาคมนี้อยู่ใกล้ๆ สถาบันมหาวิทยาลัยกัลกัตตา (The Calcutta University Institute) ซึ่งมีลักษณะเหมือนตึกแถวไม่โอ่อ่าอย่างมหาวิทยาลัยเมืองไทย แต่ข้าพเจ้าไม่ได้มีโอกาสเข้าไปดูภายในว่ากว้างขวางใหญ่โตหรือไม่ ที่ข้างประตูมีคนเขียนคำคมใส่กระดาษแปะไว้ว่า “การศึกษาไม่ได้มีไว้ขาย” (Education is not for sale.) กลับมาขึ้นรถที่จอดริมถนนใหญ่ ยังมีรถรางแล่นผ่านไปมา นึกถึงสมัยเด็กๆ ได้ขึ้นรถรางสนุกดี

สนามบินกัลกัตตาจัดวางจุดบริการต่างๆ ดูวกวน สับสนในความคิดของข้าพเจ้า ระหว่างรอชั่งน้ำหนักกระเป๋า พี่หมูฝากพาสปอร์ตและตั๋วไว้กับข้าพเจ้าแล้วขอไปเข้าห้องน้ำ หายไปเป็นนานสองนาน เอ ทำไมไม่มาสักที ไปดูที่ห้องน้ำก็ไม่เจอ ไปไหนหนอ ข้าพเจ้าจึงรอไปพร้อมทีมน้องเต้ยคุณเล็กซึ่งกำลังดูเรื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าอยู่ พอเสร็จแล้วขึ้นมารอที่ห้องพักผู้โดยสาร เจอพี่หมู จึงทราบว่าพี่หมูไปเข้าห้องน้ำอีกที่หนึ่ง ซึ่งไกลออกไป แล้วกลับมาที่จุดที่นัดไว้ไม่ถูก โชคดีเจอเจ้าหน้าที่ พี่ๆน้องๆในคณะและไกด์ จึงพาพี่หมูมารอพวกเรา เครื่องบินเสียเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เพราะต้องซ่อมเก้าอี้ผู้โดยสาร ดังนั้นคณะท่านอาจารย์จึงเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงคยา ก่อนแล้ว พวกเราพักที่โรงแรม Taj Darbar ระดับ 3 ดาว แต่อาหารอร่อยถูกใจคนไทย ข้าพเจ้าสงสัยว่า แขกคงเริ่มใส่ผงชูรส เพราะหน้าของข้าพเจ้าขึ้นผื่นแดงเป็นจ้ำๆ เหมือนเวลาทานอาหารตามร้านที่กรุงเทพฯ ถามไกด์คือคุณกุมาร ว่า Taj หมายความว่าอย่างไร คุณกุมารบอกว่าทัช แปลว่ามงกุฎ ส่วน ดาบาร์ แปลว่าเตาแบบแขกที่ไว้ทำอาหารและปิ้งแป้งข้าวสาลีที่ผสมน้ำนวดแล้วปั้นเป็นก้อนกลมแบน แปะไว้ที่ผนังด้านในของเตา เราเรียกรวมๆเป็นโรตี แต่เขาเรียกว่า นาน ที่บางคนเตรียมนมข้นจากเมืองไทยมาให้จิ้มทานกันอร่อย แถมบางคนยังแซวแขกที่พอพูดไทยได้ ให้งงเล่นว่า ขอ”เร็ว” แทน ขอ”นาน”  ข้าพเจ้าขออภัยไว้ก่อน หากเข้าใจความหมายที่คุณกุมารบอกไว้ผิดพลาดไป รวมความแล้วโรงแรมนี้ข้าพเจ้าให้ชื่อไทยว่า โรงแรมเตาใหญ่ ข้าพเจ้าเริ่มถามหา มัสล่า จาย (Masala tea) เพราะคุณกุมารบอกว่าโรงแรมที่โกลกาตาทำไม่เป็น ต้องมาที่นี่ ก็ได้ดื่มสมใจ สำหรับ กลัม จาย มีคนเรียก “กำลังใจ” ช่างคิด ช่างนึกจริงๆ พอเข้าห้องอาหารก็ขอ “กำลังใจ” กันใหญ่ บริกรแขกและไกด์ก็โอเค รับมุขกันได้ดี

ตอนเย็นไปพระศรีมหาโพธิ์ ได้มีโอกาสเวียนเทียน คนแน่นมาก ฝุ่นฟุ้ง ข้าพเจ้าสวมหน้ากากอนามัยกันฝุ่น แต่พอเข้าไปในโพธิมณฑล ก็เอาหน้ากากอนามัยออก เพื่อสูดอากาศเย็นๆ สดชื่น ทราบว่าท่านอาจารย์และคณะกำลังเวียนเทียน แต่ตามหาไม่เจอ เลยเวียนเทียนกับพี่หมูและพี่ๆ น้องๆ คนค่อนข้างแน่น หลังเวียนเทียนแล้ว ขณะนั่งรอพรรคพวกอยู่ข้างหน้าพระศรีมหาโพธิ์ ได้ยินเสียงคล้ายใบโพธิ์หล่นลงพื้น หันไปมอง เจอพระอาจารย์ใหญ่โดยบังเอิญ นึกไม่ถึง ท่านเก็บใบโพธิ์ แล้วยื่นให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารีบประคองมือรอรับ ท่านหย่อนใบโพธิ์ลงมาให้ แล้วเดินเวียนเทียนต่อไป ข้าพเจ้าไม่ทันตั้งตัว อยู่ระหว่างงงกับเหตุการณ์ และคิดจะพูดกับท่าน เงอะงะ ตามประสาคนจิตไม่ตั้งมั่น เลยได้แต่พูดตะกุกตะกักขอบพระคุณ และกราบนมัสการท่าน ข้าพเจ้าเดินทางมากราบสังเวชนียสถานโดยมีท่านเป็นพระมัคคุเทศก์ถึง 3 ครั้ง เลยจำท่านได้แม่น ท่านอยู่อินเดียมานานมาก จนดุแขกด้วยภาษาอินเดียได้ เงินที่ญาติโยมถวายท่าน ท่านเอาไปช่วยเหลือวัดต่างๆ และพระเณรที่มาศึกษาในอินเดีย มีครั้งหนึ่งท่านช่วยให้พระองค์หนึ่งเรียนจบ พระองค์นั้นท่านแกะสลักกิ่งพระศรีมหาโพธิ์เป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ มอบให้เพื่อขอบคุณท่าน ซึ่งท่านเก็บรักษาไว้อย่างดี ใบโพธิ์ที่ได้ เป็นใบแห้งแต่สียังออกเขียว ม้วนงองุ้ม ข้าพเจ้าคลี่ใบออกเป็นแผ่นแล้วรีบเอาหนังสือทับไว้ ช่วงนี้พระศรีมหาโพธิ์เขียวทั้งต้น ถ้าอยากได้ใบมาบูชา ควรมากราบช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม ใบจะร่วงเยอะ ออกจากพระสถูปพุทธคยามาด้านนอกเจอน้องบวร กำลังรีบๆ เลยคุยกันได้สองสามคำ น้องมอบสมุดไดอารี่ของมูลนิธิฯ ให้หนึ่งเล่ม ข้าพเจ้าซาบซึ้งในน้ำใจ ทราบภายหลังว่าผู้ที่ทำแจก ได้ทำแจกทั้งสองคณะ แต่กล่องที่จะแจกคณะเราหายไป

จากนั้นเดินข้ามถนนไปที่มหาโพธิสมาคม คยา เพื่อไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอัครสาวก ไปถึงก็ได้ยินพระศรีลังกาท่านกำลังสวดมนต์ ข้าพเจ้าเดาเอาเองว่าเป็นบท ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พอถึงตอนที่ทวยเทพเปล่งสาธุการรับกันขึ้นไปในสวรรค์แต่ละชั้น พระท่านจะเคาะระฆังดัง ติ้ง ! หนึ่งครั้ง  พระบรมสารีริกธาตุมีลักษณะค่อนข้างกลมรี สีขาว เนื้อพรุน องค์ประมาณปลายก้อย พระธาตุของพระสารีบุตร มีขนาดเล็กประมาณลูกอมโบตัน สีออกเหลือง ส่วนพระโมคคัลลานะ พระธาตุเล็กเช่นกันแต่ดูเป็นทรงแหลมๆ มหากุศลวิบากทางตาเป็นครั้งที่สอง ในวันเดียวกัน วันนี้เป็นวันมงคลของข้าพเจ้าจริงๆ

ระหว่างเข้าแถวเพื่อรอกราบพระบรมสารีริกธาตุ ได้เจอพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อเห็นหน้ากันก็ถูกอัธยาศัย แอบกระซิบคุยกันจุ๊กจิ๊กเบาๆ ทราบว่าเป็นชาวสิงคโปร์เพิ่งมาเป็นครั้งแรกกับคณะประมาณสามสิบคน ข้าพเจ้าบอกว่าคุณโชคดีมาก มาครั้งแรก ก็ได้กราบพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุอัครสาวก ส่วนฉันมาหลายครั้ง เพิ่งได้กราบ ไม่ใช่เพียงคิดเปรียบเทียบในใจ ยังอดพูดออกมาไม่ได้ ขณะที่แสดงมุทิตาจิต ยังแอบอิจฉานิ้ดนึง

และ เมื่อได้กราบแล้วก็ถอยออกมานั่งคุยเบาๆ กับน้องวิภาพร พอดีเหลือบเห็นท่านอาจารย์ ท่านส่งสัญญาณให้เงียบเสียง สองคนรู้สึกผิด ความจริงน้องเต้ยก็เตือนพวกเราแล้ว มาคราวก่อนก็ทราบแล้วด้วย ว่าการมายังสังเวชนียสถาน ควรสงบ สำรวม แต่แม้รู้ทั้งรู้ก็เผลอสติไปจนได้ ด้วยอุปนิสัยที่สะสมมา เลยชวนกันไปกราบขอโทษท่านอาจารย์ ท่านเมตตากล่าวว่า เรามาอยู่ต่อหน้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ควรถวายความเคารพอย่างสูงสุด  ข้าพเจ้าฟังแล้วสำนึกผิด ข้าพเจ้ารู้ได้ทันทีว่า ความศรัทธา ความนอบน้อม ความเคารพ ความยำเกรง (ไม่ลบหลู่ ไม่ดูหมิ่น) ในพระรัตนตรัย ที่มีอยู่ ก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอดคิดเปรียบเทียบตามประสาผู้ที่ยังมีมานะอยู่ไม่ได้

น้องวิภาพรเรียนท่านอาจารย์ว่า พวกเราโชคดีได้อาศัยบุญบารมีท่านอาจารย์ จึงได้มีโอกาสกราบพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอัครสาวกในวันนี้ ท่านอาจารย์กล่าวว่า เป็นเพราะบุญที่ได้สะสมมาของแต่ละคน เป็นเพราะบุญของตัวน้องเอง

เสียงน้องๆ ในคณะบอกให้พวกเรากลับกันได้แล้ว ข้าพเจ้านึกทะเล้นขึ้นมา จึงชวนพี่หมูไปกราบราตรีสวัสดิ์ท่านอาจารย์ และได้โอกาสนำความดีที่ได้กระทำในช่วงพรรษามาฝากท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ขอบคุณและได้กล่าวเตือนว่า ขอให้การเดินทางมาครั้งนี้ มีการสนทนาธรรมกันเพื่อเป็นพุทธบูชา  และ รู้สิ่งที่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ค่ะ

กลับถึงโรงแรม มีอาหารค่ำอีก แต่วันนี้ข้าพเจ้าทานมื้อเช้าที่โรงแรม ทานกลางวันที่สนามบิน ทานของว่างบนเครื่องบิน ทานอาหารบ่ายที่โรงแรม พอถึงตอนนี้เลยหยิบแค่ส้มมาสองลูก กลับเข้าห้องพักเปิดแอร์ ที่นี่เป็นระบบอินเดียคือมีเปิด-ปิด เท่านั้น ปรับอุณหภูมิไม่ได้ พี่หมูเลยเอาทิชชู อุดตามช่องเพื่อปรับความเย็นด้วยประสบการณ์แบบไทยๆ ก่อนนอนเราคุยกันเรื่องที่ท่านอาจารย์กล่าวเตือนไว้ พี่หมูบอกว่า ท่านให้สนทนาธรรมก่อนนอน ข้าพเจ้าบอกว่า ท่านให้สนทนาธรรมเพื่อเป็นพุทธบูชา ก็ไม่ตัดสินว่าใครฟังถูก เพราะการได้สนทนาธรรมกัน ก็เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน




THAIWARE Dharma | นำข้อมูลบทความออก !  นำข้อมูลออกพิมพ์ !

THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออก โดยการพิมพ์ (Print Article by Printable View)    THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออกสู่ MS.Word (Export Article to MS.Word)    THAIWARE Dharma | นำข้อมูลออกสู่ ไฟล์เอกสาร PDF (Export Article to PDF Format Document)
 

THAIWARE Dharma | กลับสู่หน้าแรก ไทยแวร์ธรรมะ
 

 

 

 

  THAIWARE Dharma | ส่งความคิดเห็นจากทางบ้าน !
หัวข้อ เนื้อหา ข้อตกลง
  ความคิดเห็น* :

หมายเหตุ : กรอกรายละเอียดของบทความเข้าไป (ไม่รับ HTML Code) สามารถกด Enter ขึ้นบรรทัดใหม่ได้
  ห้ามโพสข้อความ !

  ที่มีการพาดพิงถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์และราชวงศ์

  ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือส่งผลต่อ ความมั่นคงของประเทศ

  ที่ส่อไปทางลามก อนาจาร หรือผิดศีลธรรม

  ที่ถือเป็นการ ละเมิดลิขสิทธิ์ ผิดกฎหมาย

  ที่เป็นความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา

  ที่มีการพาดพิงถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์และราชวงศ์

  ที่ผิดต่อ พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๑
  ชื่อ / อีเมล์* :

หมายเหตุ : "นาย สมชาย รักธรรม" หรือ "somchai.r@gmail.com"
  รหัสยืนยัน* :

 
ฉันยอมรับข้อตกลงที่กล่าวมา ภายในหน้านี้ ทั้งหมด
 
Thaiware Communication Co.,Ltd.

Thaiware Communication Co.,Ltd.

Copyright 1999-2017 Thaiware.com All rights reserved.
E-Commerce Registration Number : 0108414736771
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี / Tax ID : 010-554-707-3996